พิรุธข่มขืนแหม่ม วงจรปิดเมาปลิ้น ไม่มีภาพ‘สามล้อ’ ถ้าแจ้งเท็จติดคุก

loading... “ศานิตย์” ลั่น เร่งสืบสวนคดีสามล้อข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวชาวออสซี่ แต่ผู้เสียหายเมามากให้การคลาดเคลื่อน และเดินทางต่อไปจั...

loading...

“ศานิตย์” ลั่น เร่งสืบสวนคดีสามล้อข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวชาวออสซี่ แต่ผู้เสียหายเมามากให้การคลาดเคลื่อน และเดินทางต่อไปจังหวัดภูเก็ตแล้ว ต้องเรียกตัวมาสอบเพิ่มเติมหรือประสานตำรวจท่องเที่ยวช่วยสอบปากคำ ส่วนผลการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่า เหยื่อเพิ่งผ่านการร่วมเพศแต่ไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกายอย่างที่ให้การ ยังไงต้องรอผลตรวจอย่างละเอียดอีก 2 อาทิตย์ ขณะนี้ยังตรวจสอบทุกประเด็น ทั้งการติดตามตัวโชเฟอร์สามล้อเครื่องจอมหื่น และถ้าเหยื่อแจ้งความเท็จจะต้องถูกดำเนินคดีเช่นกัน

กรณี น.ส.เบลลา (นามสมมติ) อายุ 21 ปี ชาวออสเตรเลีย เข้าแจ้งความร้องทุกข์พนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชันว่า ถูกโชเฟอร์รถสามล้อเครื่องที่เรียกใช้บริการจากถนนข้าวสารให้ไปส่งที่พัก แต่ขับพาไปที่อาคารวัฏจักรย่านตลิ่งชัน ซึ่งเป็นอาคารร้างอยู่ในพื้นที่เปลี่ยว นัดเพื่อนอีกคนมาร่วมกันลงมือทำร้ายร่างกายและข่มขืนกระทำชำเรา เบื้องต้นตำรวจรีบส่งตัวนักท่องเที่ยวสาวไปตรวจร่างกาย และเก็บหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 9 ธ.ค. ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 10 ธ.ค. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เผยว่า วันนี้ตนจะไปเร่งรัดคดีที่ สน.ตลิ่งชัน ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั้งหมดตามที่ผู้เสียหายและพยานให้การ เบื้องต้นพบว่า ข้อมูลบางจุดที่ผู้เสียหายให้การคลาดเคลื่อน จึงเร่งรัดผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อดูว่า ผู้เสียหายถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่ ขณะที่รถสามล้อเครื่องที่พาผู้เสียหายไปยังจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เรียกมาสอบปากคำทั้งหมด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำให้การของผู้เสียหาย และต้องพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดโดยเร็ว วันนี้ต้องชัดเจนทั้งหมด ผู้ใดมีข้อมูลเรื่องรถสามล้อเครื่องเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ได้ เนื่องจากวงจรปิดบริเวณคาร์แคร์ใกล้จุดเกิดเหตุไม่ปรากฏภาพรถสามล้อจึงต้องไล่ตรวจสอบ และพยานให้การไว้ว่า ผู้เสียหายเมาสุราเมื่อไปถึง สน.ตลิ่งชัน ก็ล้มไปกองกับพื้นทันทีไม่สามารถสอบปากคำได้

“หากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่า ข้อเท็จจริงเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา จะแจ้งข้อหาตามกฎหมาย แต่ตอนนี้ยังไม่มีการฟันธงใดๆทั้งสิ้น ต้องรอตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อน สำหรับผู้เสียหายตอนนี้เดินทางไปจังหวัดภูเก็ตแล้ว ทั้งที่ชี้แจงไปแล้วว่า อาจจะมีการเรียกมาสอบปากคำอีกครั้ง แต่แม้จะอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตก็จะประสานตำรวจจาก บก.ทท. ดำเนินการ” พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าว
ต่อมาเมื่อเวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เดินทางไปที่ สน.ตลิ่งชัน เรียกประชุมชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ประกอบด้วย พ.ต.อ.เมธี รักพันธุ์ รอง ผบก.น.7 พ.ต.อ.ณัฐนันท์ นานาสมบัติ รอง ผบก.น.7 พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ ผกก.สส.บก.น.7 พ.ต.อ.ธนวรรธน์ ตาระกา ผกก.สน.ตลิ่งชัน และ พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ ปัดสำราญ สว.สส.สน.ตลิ่งชัน พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีแหม่มชาวออสเตรเลียอ้างว่า ถูกโชเฟอร์สามล้อพาไปข่มขืน ใช้เวลาประชุมประมาณชั่วโมงครึ่ง

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เผยว่าสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนทำงานเพิ่มเติมอีกหลายจุด เพื่อหาข้อเท็จจริงมาคลี่คลายคดีโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นผลการตรวจร่างกายจากแพทย์ ผลการตรวจนิติวิทยาศาสตร์ กล้องวงจรปิด รวมทั้งสอบปากคำผู้เสียหายและพยานบุคคลเพิ่มเติม ขณะนี้เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายทั้ง บก.สส.บช.น. กก.สส.บก.น.7 ฝ่ายสืบสวน สน.ตลิ่งชัน ฝ่ายสืบสวน สน.ชนะสงคราม และตำรวจท่องเที่ยวร่วมทำคดีนี้ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางช่วงเวลาเกิดเหตุพบว่า มีรถสามล้อเครื่องข้ามจากฝั่งพระนครไปยังฝั่งธนบุรีผ่านสะพานพระปิ่นเกล้าทั้งหมด 20 คัน มี 5 คัน ที่ผ่านจุดเกิดเหตุ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทั้ง 5 คัน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่
“ตำรวจยังตรวจสอบประวัติโชเฟอร์รถสามล้อเครื่องย่านข้าวสารทั้งหมด ก่อนนำภาพมาให้ผู้เสียหายชี้ยืนยัน รวมทั้งตรวจเก็บดีเอ็นเอไว้เพื่อเปรียบเทียบ ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดย่านถนนข้าวสารพบว่า ผู้เสียหายเดินอยู่บนถนนข้าวสารกับเพื่อนชายชาวต่างชาติช่วงที่ร้านปิดแล้ว จากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งคู่ไปปรากฏตัวที่แยกคอกวัวทั้งๆที่ห่างกันแค่ 400 เมตร คนปกติทั่วไปไม่น่าจะเดินเกิน 10 นาที จึงต้องหาให้ได้ว่า ช่วงเวลา 1 ชั่วโมงนั้นหายไปไหนกับเพื่อนชายชาวต่างชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้เจ้าหน้าที่ติดต่อผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติม รวมทั้งหาตัวเพื่อนชายชาวต่างชาติคนดังกล่าวมาสอบปากคำด้วย” ผบช.น.กล่าว

พล.ต.ท.ศานิตย์เผยอีกว่า สำหรับผลการตรวจร่างกายของผู้เสียหาย น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หากตรวจพบคราบอสุจิก็แปลว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ ต้องรอผลการตรวจต่อไปว่า พันธุกรรมในน้ำอสุจินั้นเป็นของชาวยุโรปหรือชาวเอเชีย หากตรวจพบว่าเป็นของชาวเอเชีย แสดงว่าเกิดเหตุจริง ขณะนี้ยังไม่ชัดเจน แต่บริเวณจุดเกิดเหตุไม่ใช่จุดที่ผู้เสียหายจะเดินทางมาแน่ เมื่อผู้เสียหายมาร้องทุกข์แล้ว ตำรวจมีหน้าที่พิสูจน์หาข้อเท็จจริงทั้งหมด ตั้งสมมติฐานไว้หลายทาง หากเกิดเหตุจริงต้องหามาตรการป้องกันเหตุเพิ่มเติม แต่หากเป็นการกุเรื่อง แจ้งความเท็จก็มีข้อกฎหมายดำเนินการอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดถนนข้าวสารพบว่า ผู้เสียหายเดินออกจากร้านสุดท้ายกับเพื่อนชายชาวต่างชาติเวลาประมาณ 02.20 น. ก่อนหายไปประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วไปพบทั้งคู่เดินอยู่บริเวณแยกคอกวัวประมาณ 03.20 น. จากนั้นเวลา 03.30 น. พบเดินอยู่ที่หน้าร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ก่อนที่ผู้เสียหายจะเดินย้อนกลับมาที่แยกคอกวัวคนเดียวเวลา 03.48 น. แล้วไม่มีกล้องตัวใด จับภาพได้อีก ส่วนการตรวจสอบกล้องวงจรปิดตรงจุดเกิดเหตุ มีรถสามล้อขับผ่าน 5 คัน 3 คันเป็นรถเปล่า อีกคันน่าจะใช้ขนของ คันสุดท้ายมีผู้โดยสารใส่กางเกงขาสั้นนั่งอยู่ ส่วนกล้องวงจรปิดบริเวณปากซอยบรมราชชนนี 37 จับภาพรถสามล้อต้องสงสัยขับออกจากปั๊มแก๊สก่อนถึงจุดเกิดเหตุเวลา 04.01 น. จากนั้นอีก 3 นาทีกล้องอีกตัวจับภาพได้จากด้านหลังขณะรถขับผ่านซอยบรมราชชนนี 55 ซึ่งเลยจุดเกิดเหตุไปแล้วโดยไม่มีผู้โดยสารอยู่บนรถ จนกระทั่งในช่วงเวลา 04.19 น. มีพลเมืองดี มาพบผู้เสียหายยืนอยู่ริมถนนจึงพามาแจ้งความ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิดในปั๊มแก๊สเพิ่มเติมว่า จับภาพรถสามล้อพร้อมผู้เสียหายได้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ผลการตรวจร่างกายผู้เสียหายเบื้องต้นพบว่า เพิ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาไม่นาน แต่ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย แต่ต้องรอผลการตรวจอย่างเป็นทางการที่ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ขณะนี้ชุดสืบสวนตรวจสอบประวัติโชเฟอร์รถสามล้อที่เคยเกี่ยวข้องกับคดีข่มขืนนักท่องเที่ยว แถมยังมีพฤติกรรมโรคจิตต้องตามเพื่อนมาร่วมข่มขืนด้วย พบมีประวัติอยู่ 1 คน เคยถูกจับในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม แต่เมื่อนำตัวมาให้ผู้เสียหายชี้ยืนยัน ปรากฏว่า ผู้เสียหายไม่ชี้ตัว แสดงว่าไม่น่าจะเป็นผู้ต้องหาที่ข่มขืนนักท่องเที่ยวรายนี้

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.00 น. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พ.ต.อ.เมธี รักพันธุ์ รอง ผบก.น.7 พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ ผกก.สส.บก.น.7 ฝ่ายสืบสวนจาก บก.สส.บช.น. และตำรวจ บก.ทท. เชิญผู้ต้องสงสัยเป็นโชเฟอร์ขับรถสามล้อเครื่องอยู่ย่านถนนข้าวสารจำนวน 2 คนมาสอบปากคำ ซึ่งผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน มีประวัติจำหน่ายยาเสพติดให้ชาวต่างชาติ และเคยถูกจับในท้องที่ สน.ชนะสงคราม มาแล้ว พร้อมกันนี้ให้ตำรวจท่องเที่ยวเชิญตัวผู้เสียหายมาจากจังหวัดภูเก็ต เข้าชี้ตัวผู้ต้องสงสัยทันที เบื้องต้นผู้เสียหายบอกว่าหน้าตาใกล้เคียงกับคนร้ายมาก แต่ผู้ต้องสงสัยทั้งคู่ยังคงให้การปฏิเสธ อย่างไรก็ตามต้องรอผลตรวจดีเอ็นเอจาก รพ.ตำรวจ และรอตรวจคราบอสุจิเพื่อยืนยันผลอีกครั้ง

From: http://www.thairath.co.th/content/807737

You Might Also Like

0 comments

Flickr Images

loading...